ค้นหาทุกอย่างในเว็บ
สถิติผู้เยี่ยมชม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday23
mod_vvisit_counterYesterday18
mod_vvisit_counterThis week96
mod_vvisit_counterLast week179
mod_vvisit_counterThis month445
mod_vvisit_counterLast month667
mod_vvisit_counterAll days55360

 

 

 “บ้านเถียงนาซุมดินดำน้ำซุ่ม ปลากุมบ้อนคือแข่แก่งหาง

 

"ปลานางบ้อนคือเสียงฟ้าลั่น จักจั่นฮ้องคือเสียงฟ้าลวงบน” 
 

 

ประวัติบ้านนาชม

           บ้านนาชมหรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บ้านเสนาชุม” นั้น เป็นบ้านที่มีความสำคัญและเก่าแก่ของตำบลแสนสุข มีผู้อาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยโบราณกาล สำหรับปัจจุบันนี้ตามที่ปรากฏในหลักฐานทั่วไปและจากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่พอสืบค้นได้ระบุว่า มีชาวเวียงจันทน์และชาวเมืองอุเทนได้มาตั้งหลักแหล่งที่บ้านเสนาชุม อย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของบ้านเสนาชุม จำเป็นต้องเข้าใจถึงที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ของชาวบ้านเสนาชุมก่อนว่าเอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐาน การทำมาหากิน และการสร้างสรรค์วัฒนธรรมเพียงใด ซึ่งในการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับบ้านเสนาชุมนี้ ผู้เขียนได้ใช้ชื่อว่า “บ้านนาชม” อันเป็นชื่อใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์สมัยนี้

          ที่ตั้งและลักษณะทางภูมิศาสตร์

          บ้านนาชม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกค่อนไปทางทิศเหนือของอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ห่างจากอำเภอพนมไพรประมาณ 10 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2043 พนมไพร – ร้อยเอ็ด แยกตรงปากทางบ้านโพธิ์น้อย ตามทางเชื่อมระหว่าหมู่บ้าน ผ่านบ้านโพธิ์น้อยเข้าสู่บ้านนาชม ระยะทางประมาณ 3กิโลเมตรเศษ เป็นทางลาดยางตลอดสาย และเป็นทางลัดไปสู่จังหวัดยโสธร

         อาณาเขต

                   อาณาเขตของบ้านนาชม ติดต่อกับหมู่บ้านต่าง ๆ ดังนี้

-          ทิศเหนือ                ติดต่อกับบ้านกุดน้ำใส

-          ทิศใต้                    ติดต่อกับบ้านโพธิ์น้อยและบ้านดอนแดง

-          ทิศตะวันออก         ติดต่อกับบ้านหงส์ทอง , บ้านชีเฒ่า และป่าสงวนดอนตูม

-          ทิศตะวันตก           ติดต่อกับบ้านดงมัน และป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองเสียว

          บ้านนาชมตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม การคมนาคมสะดวก คือตั้งอยู่ระหว่าเมืองใหญ่ 2 เมือง คือเมืองพนมไพรและจังหวัดยโสธร ลักษณะเช่นนี้จะเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งยังส่งผลให้มาตรฐานการดำรงชีวิตของชาวบ้านนาชมด้วย

ลักษณะภูมิประเทศ

         บ้านนาชมหรือบ้านเถียงนาชุม มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ดอน ลาดต่ำลงไปทางทิศเหนือและทิศใต้ มีหนองน้ำทั้งทางด้านทิศเหนือคือ หนองดูนมีน้ำตลอดทั้งปี และหนองเดิ่นอยู่ทางทิศใต้มีน้ำตลอดปีเช่นเดียวกัน บริเวณที่สูงนั้นเหมาะแก่การอยู่อาศัย ส่วนบริเวณที่ลุ่มสามารถทำนาปลูกข้าวและเป็นแหล่งจับสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ที่อุดมสมบูรณ์ นับว่าเป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เพราะว่าที่ดอนนั้นนอกจากจะไม่ถูกน้ำท่วมในฤดูฝนแล้ว โรคภัยไข้เจ็บยังน้อยกว่าที่ลุ่ม ด้วยเหตุนี้บ้านนาชมจึงเป็นหมู่บ้านและชุมชนตั้งแต่โบราณเป็นต้นมา นอกจากนี้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำชีฝั่งตะวันตกระหว่างจังหวัดยโสธรกับอำเภอพนมไพร ซึ่งอาจกำหนดอย่างคร่าว ๆ ในชั้นนี้ว่าบ้านนาชมหรือบ้านเถียงนาชุมนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากยามน้ำหลากบริเวณที่ราบลุ่มแห่งนี้จะได้รับตะกอนจากแม่น้ำชี และลำน้ำกุดน้ำใส ซึ่งเป็นลำห้วยขนาดใหญ่ทางทิศเหนือ จนกลายเป็นแหล่งปลูกข้าวและแหล่งจับสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ของชาวบ้านจนถึงปัจจุบัน

          ลักษณะทางภูมิอากาศ

          บ้านนาชมมีลักษณะอากาศโดยส่วนรวมค่อนข้างร้อนถึงร้อนจัดในฤดูร้อนเหมือนอากาศในภาคอีสานโดยทั่วไป ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม อากาศจะร้อนและแห้งแล้ง ฤดูฝนจากเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน จะมีฝนตกแต่ปริมาณตกจะไม่แน่นอนบางทีฝนก็ตกถูกต้องตามฤดูกาล อากาศเย็นชุ่มฉ่ำ ปีใดฝนแล้งอากาศก็ร้อนอบอ้าว ส่งผลต่อการทำไร่ทำนาของชาวบ้านด้วย ในฤดูหนาวอากาศจะหนาวในเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ แต่ไม่ถึงหนาวจัด แต่ก็ไม่แน่นอน

          ทรัพยากรธรรมชาติ

          ปัจจุบันสภาพของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปมากในทุก ๆ ด้าน ได้ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงในเขตของบ้านนาชมด้วย แต่ในส่วนทรัพยากรก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน

          ทรัพยากรดิน

          ในเขตบริเวณบ้านนาชมดินเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อผลผลิตของชาวบ้านนาชม ซึ่งปัจจุบันนี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น บริเวณนี้ลักษณะของดินจะเป็นดินทรายเสียส่วนมาก แต่ในที่ลุ่มจะเป็นดินตมเหมาะแก่การทำนา โดยทั่วไปแล้วดินยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่

          ทรัพยากรน้ำ

          น้ำจัดเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต บ้านนาชมเป็นแหล่งที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝนรวมทั้งน้ำอุปโภคบริโภคด้วยเพราะมีหนองน้ำ เช่น หนองดูน หนองเดิ่น หนองสิม และหนองเม็ก เป็นต้น

          ทรัพยากรป่าไม้

          ป่าไม้ยังมีความอุดสมบูรณ์มากมีไม้นานาพันธุ์และเป็นแหล่งหาของป่า อาหาร และเครื่องใช้ไม้สอยของชาวบ้านคือ “ป่าดอนตูม” เป็นทั้งป่าสงวนและป่าสาธารณะประโยชน์ มีเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ป่าโคกหนองเสียวอยู่ทางทิศตะวันตกระหว่างบ้านนาชมกับบ้านดงมัน เป็นป่าทำเลสาธารณะประโยชน์ ป่านี้ถูกทำลายไปบางส่วน และส่วนที่ยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นที่ตั้งของ “วัดป่าศรีนาชม”

          สภาพการปกครองและจำนวนประชากร

ปัจจุบันนี้บ้านนาชม แบ่งการปกครองออกเป็น 4 หมู่บ้าน ดังนี้

1.บ้านนาชมหมู่ที่ 4 มีบ้านเรือน 102 หลังคา จำนวนประชากรรวม 460 คน แบ่งเป็นชาย 241 คน เป็นหญิง 219 คน นายอุดร ภูษี เป็นผู้ใหญ่บ้าน
          
2.บ้านนาชมหมู่ที่ 9 มีบ้านเรือน 119 หลังคา จำนวนประชากรรวม 897 คน แบ่งเป็นชาย 359 คน เป็นหญิง 538 คน นายเสกสรร ชลาชัย เป็นผู้ใหญ่บ้าน
          
3.บ้านนาชมหมู่ที่ 11 มีบ้านเรือน 48 หลังคา จำนวนประชากรรวม 273 คน แบ่งเป็นชาย 151 คน เป็นหญิง 122 คน นายนวน โคตรรวงษ์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน
          
4.บ้านนาชมหมู่ที่ 16 มีบ้านเรือน 53 หลังคา จำนวนประชากรรวม 279 คน แบ่งเป็นชาย 123 คน เป็นหญิง 153 คน นายไสว สร้างพล เป็นผู้ใหญ่บ้าน
          
ประชากรบ้านนาชมทั้ง 4 หมู่บ้านรวมกันทั้งหมดมีจำนวน 1853 คน แบ่งเป็นชาย 838 คน เป็นหญิง 915 คน

ประวัติความเป็นมา

บ้านนาชมเป็นบ้านที่มีประวัตความเป็นมาที่ยาวนาน จากหลักฐานและคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่พอจะเชื่อถือได้ว่า บ้านนาชมคงเป็นที่ตั้งของชมชนมาตั้งแต่สมัยโบราณจากคำบอกเล่ายังไม่มีหลักฐานแน่นอนเป็นเพียงสันนิษฐานว่าได้สร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลซึ่งยังไม่มีหลักฐานเอกสารใดอ้างอิงให้แน่ชัดลงไปได้ว่าได้สร้างมาตั้งแต่เมื่อครั้งใด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องที่จะสืบค้นต่อไป แต่อย่างไรก็ตามบ้านนาชมก็ได้พัฒนาตนเองมาจนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของตำบลแสนสุขและของอำเภอพนมไพร ด้วยหลักฐานบางอย่างที่ยังหลงเหลืออยู่ ซากปรักหักพังให้เห็นและจากคำบอกเล่าว่า บ้านนาชมได้มีการพัฒนาในการสร้างบ้านดังนี้
          
ครั้งเมื่อเวียงจันทน์เกิดสงครามภายในรบราฆ่าฟันกันเองเพื่อแก่งแย่งชิงความเป็นใหญ่ในเวียงจันทน์ ชาวเมืองได้แตกกระสานซ่านเซ็นระเหเร่ร่อนหนีเอาตัวรอดข้ามแม่น้ำโขงมารวมกำลังตั้งมั่นอยู่ที่เมืองอุเทน “อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ปัจจุบัน” พวกเสนาอำมาตย์ทั้งหลายโดยการนำของปู่พื้ม เชียงเพีย เห็นว่าอยู่ที่เมืองอุเทนนี้ยังไม่ปลอดภัยจากผู้มีอำนาจในเวียงจันทน์ จึงได้อพยพพร้อมด้วยชาวเมืองอุเทนบางส่วนมาทางใต้เพื่อหาที่ตั้งถิ่นฐานของตนจนมาถึงบริเวณแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำชีไม่มากนักและบริเวณนี้มีลำห้วยขนาดใหญ่มีชื่อว่า “กุดใสงาม” หรือ “กุดน้ำใส” และมีบริเวณที่ราบลุ่มกว้างใหญ่เหมาะแก่การทำนาและปลูกผักต่าง ๆ เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำ เช่น กบ เขียด กุ้ง หอย ปู ปลา ที่อุดมสมบูรณ์สมดังคนสมัยนั้นได้กล่าวเป็นคำกลอนว่า

“บ้านเถียงนาซุมดินดำน้ำซุ่ม ปลากุมบ้อนคือแข่แก่งหาง ปานางบ้อนคือเสียงฟ้าลั่น จักจั่นฮ้องคือเสียงฟ้าลวงบน” แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินและพื้นน้ำ มีทั้งป่าที่มีสัตว์ป่านานาชนิดเหมาะแก่การตั้งหลักแหล่งเป็นอย่างยิ่ง
            
ชาวเวียงจันทน์และชาวเมืองอุเทนได้อพยพลงมาถึงที่ตรงบริเวณนี้จึงได้จัดตั้งค่ายพักเป็นแหล่งที่ปรึกษาหารือข้อราชการบ้านเมือง ต่อมาบ้านแห่งนี้จึงได้ขนานนามให้ตรงกับเหตุการณ์ว่า “บ้านเสนาชุม” เพราะเสนาอำมาตย์ ได้มาประชุมกันตรงที่แห่งนี้ ครั้นเมื่อสงครามเมืองเวียงจันทน์สงบลงแล้วพวกเสนาอำมาตย์และชาวเมืองอุเทนได้อพยพกลับถิ่นฐานเดิมเหลือเพียงบางส่วนที่ยังค้างอยู่บ้านเสนาชุม อนึ่งในครั้งนั้นบ้านเสนาชุมนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหารมาก เรื่องนี้ได้เล่าลือไปถึงชาวบ้านด่านน้อยและชาวบ้านยางเครือ ซึ่งอยู่ในเขตสุวรรณภูมิเมื่อทั้งสองบ้านได้ข่าวจึงพากันอพยพมาอยู่บ้านเสนาชุม ระหว่างชาวบ้านด่านน้อยและชาวบ้านยางเครือมาอยู่บ้านเสนาชุมนี้ครั้งนั้นบริเวณเขตบ้านเสนาชุมยังเป็นป่าดงรกทึบมาก จนมีคำกล่าวว่า “ป่าช้างดงเสือ” มีไม้นานาพันธุ์เป็นดงหนาทึบ และทางทิศใต้ของบ้านเสนาชุมมีทุ่งที่ราบอยู่ ชาวบ้านยางเครือและบ้านด่านน้อยเห็นว่าเหมาะแก่การตั้งบ้านเรือนมากเพราะมีหนองน้ำเรียกว่า “หนองเดิ่น” จึงทำการจับจองถางเพื่อทำไร่ทำนา มีการปลูกกระท่อมหลังเล็ก ๆ เรียกว่า “เถียงนา” ในที่ของตนและปลูกเถียงนาใกล้กันมากมาย ชาวบ้านเสนาชุมจึงเรียกชื่อบ้านของตนเองว่า “บ้านเถียงนาชุม”

สมัยบ้านเถียงนาชุม

ในสมัยรัตนถีกสินทร์ตอนต้น บ้านเถียงนาชุมอยู่ในเขตปกครองของแขวงสุวรรณภูมิ ทางสุวรรณภูมิได้ส่ง เย็น วงศ์ณรัตน์ มาปกครองบ้านเถียงนาชุมพร้อมด้วยเหล่าญาติพี่น้องซึ่งอยู่บ้านหัวโทน แขวงสุวรรณภูมิก็ได้ติดตามท่านราชวงศ์มาในระยะหลังเพิ่มมากขึ้นและได้ต้นตระกูลของบ้านเถียงนาชุมบางตระกูลเช่น วงศ์ณรัตน์ อุปไพร เป็นต้น
          
ต่อมา พ.ศ. 2415 บ้านโปงได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองมโนไพรแดนมฤค และในปี พ.ศ.2421 ได้เปลี่ยนเป็นเมืองพนมไพรแดนมฤค บ้านเถียงนาชุมจึงได้ขึ้นอยู่กับเมืองพนมไพรแดนมฤค
           
พ.ศ. 2455 ตั้งมณฑลร้อยเอ็ดให้พนมไพรแดนมฤคขึ้นกับมณฑลร้อยเอ็ด จนถึง พ.ศ. 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองยุบมณฑลต่าง ๆ เมืองพนมไพรแดนมฤคเป็นอำเภอพนมไพร และตัดคำว่าแดนมฤคออก

สมัยบ้านนาชม

ครั้นเมื่อสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จึงได้ประกาศให้ชาวไทยทั่วประเทศเปลี่ยนชื่อบุคคล ชื่อสกุล และสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมกับรัฐนิยม และรัฐสมัย เพื่อให้ชาวไทยทั้งมวลเจริญเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศเร็วยิ่งขึ้น
          
ในระหว่างปี พ.ศ. 2485 – 2486 สมัยขุนพระประศาสตร์ (นายอ่อง ศรีสมบูรณ์) เป็นนายอำเภอพนมไพรและขุนผดุง แดนมฤค (นายคำภา ไพเราะ) เป็นกำนันตำบลกุดน้ำใส บ้านเถียงนาชุม หมู่ที่ 4 สังกัดตำบลกุดน้ำใส โดยมีนายมี ศิลาเหลือง เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ดำริจะเปลี่ยนชื่อบ้านใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสมัยนิยม
          ครั้นเมื่อ พ.ศ.2485 ขุนประศาสตร์ นายอำเภอพนมไพร จึงได้ขออนุมัติเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านต่าง ๆ ในท้องที่อำเภอพนมไพร 176 หมู่บ้าน บ้านเถียงนาชุมจึงขอเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านน่าชม” ครั้นเมื่อทางราชการประกาศมาในราชกิจจานุเบกษา จึงมีชื่อว่า “บ้านนาชม” ไม้เอกตรงตัว น ไม่มี จึงเรียกว่า “บ้านนาชม” ตั้งแต่บัดนั้นมา      ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2506 ตำบลกุดน้ำใสแบ่งการปกครองออกเป็น2 ตำบล คือ

1.ตำบลกุดน้ำใส มี 11 หมู่บ้าน
          
2.ตำบลแสนสุข มี 12 หมู่บ้าน
          
ตำบลกุดน้ำใสมีนายเขียน ว่องไว เป็นกำนัน ตำบลแสนสุขมีนายดาบ แว่นใหญ่ เป็นกำนัน บ้านนาชมสังกัดอยู่ในตำบลแสนสุข หมู่ที่ 4 นายวันดี สุกใส เป็นผู้ใหญ่บ้าน ครั้นต่อมานายวันดี สุกใส ลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงได้มีการเลือกนายสาย กิ่งก้อน เป็นผู้ใหญ่บ้านแทน
          
พ.ศ. 2508 บ้านนาชมได้แบ่งออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 4 มีนายสาย กิ่งก้อน เป็นผู้ใหญ่และหมู่ที่ 9 มีนายโฮม พวงช้อย เป็นผู้ใหญ่บ้าน 
          
ต่อมา พ.ศ.2510 กรมการปกครองได้แยกหมู่บ้านอีกโดยแยกออกจากหมู่ที่4 และหมู่ที่ 9 มาเป็นหมู่ที่ 11 มีนายวิรัตน์ ศิลาเหลือง เป็นผู้ใหญ่บ้าน 
          
วันที่ 23 พฤษภาคม 2533   ได้แยกหมู่บ้านนาชม หมู่ที่ 4 ออกเป็นหมู่ที่ 16อีก มีนายวิเชียร เที่ยงแท้ เป็นผู้ใหญ่บ้าน
           
ปัจจุบันบ้านนาชมได้แบ่งการปกครองออกเป็น 4 หมู่บ้านคือ หมู่ที่   4 , หมู่ที่ 9 , หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 16 ดังกล่าว บ้านนาชมสังกัดตำบลแสนสุข โดยมีนายสายัญ พรมนิกร เป็นกำนันคนปัจจุบัน

โบราณสถานที่สำคัญ

โบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของบ้านนาชมคือ เจดีย์หรือสถูป (อุปมุง) ปรากฏเป็นหลักฐานในวัดชาวบ้านเรียก “ธาตุหลวงปู่อัคคี” เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว เจดีย์หลวงปู่อัคคีนี้ปัจจุบันเป็นกองอิฐสลักปรักหักพังและกองอยู่เป็นรูปกะลาคว่ำ สูงประมาณ3 เมตร เส้นรอบฐานประมาณ 20 เมตร สร้างด้วยอิฐดินเผา ขนาดกว้าง 4   นิ้วครึ่ง หนา 3 นิ้ว และยาว 12 นิ้ว เจดีนี้มีต้นไม้ขึ้นจนเกือบมิดองค์ เมื่อหลวงปู่อัคคีผู้สร้างวัดได้ถึงแก่มรณภาพลง ชาวบ้านนำอัฐิเข้าบรรจุไว้ในเจดีย์ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ธาตุหลวงปู่อัคคี” ดังกล่าวมาแล้ว
          
หลวงปู่อัคคีเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านนาชมและหมู่บ้านใกล้เคียงถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน จะมีการบนบานให้ประสบกับสิ่งที่ต้องการ และจะแก้บนด้วยประทัด จะมีการทำบุญถวายบั้งไฟทุก ๆ ปี เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของชาวบ้านซึ่งถือว่าเป็นลูกหลานของท่าน

          ปัจจุบันนี้บ้านนาชมมีสถานที่สำคัญดังนี้
          
1.วัดเก่าซึ่งเป็นที่ตั้งของอุบมุง หรือธาตุหลวงปู่อัคคี เป็นโบราณสถานที่สำคัญ หรือชาวบ้านเรียกว่า “วัดน้อย” ซึ่งปัจจุบันมีพระประสงค์ ธีรปัญโย เป็นเจ้าอาวาส บัดนี้ได้ปรับปรุงพัฒนาให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ร่มรื่นน่าศรัทธายิ่ง
          
2.วัดสระเกษหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดใหญ่” มีพระโสภณ  มหาวิโร(หลวงปู่ไข) เป็นเจ้าอาวาส อยู่ห่างจากวัดน้อยประมาณ 150 เมตร 
          
3.วัดป่าศรีนาชม เป็นวัดสายของหลวงปู่ศรี ที่วัดศรีสมเด็จและวัดผาน้ำทิพย์ อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด มีพระคครูโชติ  ศีลาภรณ์ เจ้าคณะอำเภออาจสามารถ เป็นเจ้าอาวาส
          
4.โรงเรียนบ้านนาชมดอนกลางวิทยา เดิมชื่อโรงเรียนบ้านนาชม(นาชมพิทยาสิทธิ์) เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3นายประภาส กุดหอม เป็นผู้อำนวยการ
          
5.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านนาชม ให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ชาวบ้านนาชมและหมู่บ้านใกล้เคียง มีนางวิลาวัลย์ เปลือยหนองแข้ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล
          
6.ประปาหมู่บ้าน บริการให้น้ำสะอาด เพื่ออุปโภคบริโภคแก่ชาวบ้านนาชม   ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำทั้งในหน้าแล้งและหน้าฝน ถือได้ว่าเป็นประปาที่มีคุณภาพแห่งหนึ่งในอำเภอพนมไพร บริการโดยคณะกรรมการหมู่บ้านนาชม

          สภาพสังคม

          ชาวบ้านนาชมจะมีสภาพทั่วไปคล้ายคลึงกับหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยทั่วไป ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร การทำนาเป็นหลัก มีชีวิตที่เรียบง่าย มีแหล่งอาหารตามธรรมชาติโดยเฉพาะปลา บ้านนาชมมีแหล่งที่จับปลา เช่น กุด ห้วย หนอง บึง ซึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้านนักและสามารถจับปลาได้ตลอดปีชาวบ้านนาชมยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมมาแต่บรรพบุรุษ โดยเฉพาะประเพณีการเลี้ยงปู่ตา (เป็นมเหศักดิ์ผู้รักษาชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข) ประเพณีสงกู่ (หลวงปู่อัคคี) ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านนาชม ส่วนประเพณีอื่น ๆ ก็อยู่ใน “ฮีตสิบสองคองสิบสี่” มีการทำบุญตามประเพณีตลอดทั้งปี
         
ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงไปสังคมส่วนรวมของชาวบ้านนาชมก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย สภาพในท้องถิ่นก็เปลี่ยนไป การทำมาหากินก็ลำบากมากยิ่งขึ้น อู่ข้าวอู่ปลาที่เคยมีสมัยก่อนก็ไม่เหมือนเดิม แรงงานหนุ่มสาวส่วนมากไปประกอบอาชีพในเมืองหลวงและต่างถิ่น  วิถีชีวิตที่เรียบง่ายก็เปลี่ยนไป เงินและวัตถุเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมเกษตรกรได้เปลี่ยนไปตามกระแสนิยมในปัจจุบัน วิถีชีวิตของชาวบ้าน การไถ ปักดำ ได้เปลี่ยนจากการใช้แรงงานสัตว์มาเป็นใช้เครื่องจักรแทน มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตมากตามความต้องการ

          ระบบครอบครัวและเครือญาติ

       ในสมัยก่อนครอบครัวของชาวบ้านนาชมจะมีความผูกพันฉันท์พี่น้อง รักใคร่กลมเกลียวให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ภายในครอบครัวจะให้ความเคารพนับถือผู้เป็นเจ้าโคตรและญาติผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นญาติของฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย
       
การออกเรือน (แยกครอบครัว) ในสมัยก่อนการแต่งงานส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของญาติผู้ใหญ่ที่ช่วยกันหาคู่ครองให้แก่ลูกหลานซึ่งส่วนมากก็ครองเรือนมาด้วยดีไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องหย่าร้าง ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปการแต่งงานหรือการเลือกคู่ครองเป็นเรื่องของหนุ่มสาวโดยตรงปัญหาการหย่าร้างจึงมีมากขึ้น แต่หนุ่มสาวในปัจจุบันก็ยังให้ความเคารพนับถือเจ้าโคตรและญาติผู้ใหญ่อยู่เสมอจะเห็นได้จากเทศกาลต่างๆ เช่น งานบุญบั้งไฟ สงกรานต์ งานขึ้นปีใหม่ ลูกหลานที่อยู่ต่างถิ่นเมื่อถึงเทศกาลต่าง ๆ เหล่านี้จะกลับมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่เป็นประจำ  ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสังคมจะเปลี่ยนไปมากแต่ชาวบ้านนาชมก็ยังให้ความรักความเอื้ออาทรช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบเครือญาติให้เห็นเป็นประจำ เช่น ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว การช่วยงานบุญต่าง ๆ อาทิ เช่น งานบวชนาค งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ ก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ

          ลักษณะการประกอบอาชีพ

          ในอดีตชาวบ้านนาชมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวและเป็นข้าวเหนียวเสียส่วนมาก เพราะในสมัยก่อนจะทำเพื่อการยังชีพเป็นหลัก ส่วนการประกอบอาชีพอย่างอื่นมักจะทำเป็นอาชีพเสริม เช่น การประมง การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชสวน พืชไร่ มักทำกันหลังฤดูเก็บเกี่ยวหรือทำควบคู่กันไปทั้งนี้เพราะการใช้ชีวิตของชาวบ้านนาชมเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อนเหมือนในปัจจุบัน
          
ในปัจจุบันสภาวะแวดล้อมในทุกเรื่องได้เปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตของชาวบ้านนาชมได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โลกของวัตถุเงินตราก็เข้ามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวัน ชีวิตที่เคยอยู่เรียบง่าย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็เปลี่ยนไป   จากการเกษตรแบบยังชีพใช้แรงงานจากสัตว์ ก็กลายเป็นการเกษตรเพื่อการค้าในบางส่วนและแทบจะไม่มีการใช้แรงงานจากสัตว์เลย และมีอาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้
           
- การทำนา การปลูกข้าวยังเป็นอาชีพที่ยังทำกันอยู่ แต่วิธีการทำเปลี่ยนไปเพราะในปัจจุบันได้นำเครื่องจักรการเกษตรเข้ามาแทนแรงงานสัตว์ และใช้วิธีการหว่านแทนการปักดำ การเก็บเกี่ยวก็ใช้เครื่องจักมากยิ่งขึ้น
           
- อาชีพการค้าขาย มีบางครัวเรือนหันมาประกอบอาชีพสุจริตอิสระด้วยการค้าขายมากขึ้นสามารถทำรายได้ดีพอเลี้ยงครอบครัวได้ดีพอสมควร
          
- อาชีพรับราชการ รับราชการเป็นอาชีพที่ชาวบ้านเข้ามาสู่อาชีพนี้มากขึ้น มีส่วนสำคัญที่จะมาช่วยส่งเสริมผลักดันช่วยเหลือประชาชนในทุก ๆ เรื่อง ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อสนองเจตนารมณ์ของรัฐบาล

วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญ

          ประเพณีที่ชาวบ้านนาชมยึดถือปฏิบัติกันมาช้านานนั้นมีส่วนคล้ายคลึงกับชาวอีสานในท้องถิ่นอื่น ๆ คือ การยึดฮีตสิบสองคองสิบสี่ ซึ่งเป็นจารีตประเพณีชาวบ้านปฎิบัติกันในโอกาสต่าง ๆ ทั้งสิบสองเดือนในแต่ละปีมีดังนี้

          - เดือนอ้าย บุญปีใหม่ (บุญพระเข้ากรรม หรือ ปริวาสกกรรม
          
- เดือนยี่ บุญคุณลาน บุญบ้าน
          
- เดือนสาม บุญข้างจี่
          
- เดือนสี่ บุญผะเหวด
          
- เดือนห้า บุญสงกรานต์ (ปีใหม่ไทย)
          
- เดือนหก บุญเลี้ยงบ้าน บุญเลี้ยงปู่ตา
          
- เดือนเจ็ด บุญบั้งไฟ
          
- เดือนแปด บุญเข้าพรรษา
          - เดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน
          
- เดือนสิบ บุญข้าวสาก
          
- เดือนสิบเอ็ด บุญออกพรรษา
          
- เดือนสิบสอง บุญกฐิน

         จารีตประเพณีเหล่านี้นิยมทำกันอยู่เสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของชาวบ้านที่จะกำหนดวันเวลาขึ้นตามความเหมาะสมเพราะชาวบ้านนาชมเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า มีความเชื่อว่าเมื่อทำบุญให้ทานจะได้บุญกุศล และเมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ตามที่ผลบุญของตัวเองที่กระทำไว้ในชาตินี้อย่างมีความสุข

  
                        
วัดน้อยนาชม                            หลวงปู่อัคคี                                  พระธาตุปู่ออัคคี
  
                                     
             วัดสระเกษบ้านนาชม                         พระโสภณ  มหาวิโร  เจ้าอาวาสปัจจุบัน 

       
   
                วัดป่าศรีนาชมวนาราม             ศาลเจ้าปู้เจ้าย่า(หลังเก่า)                        ศาลเจ้าปู่เจ้าย่า(หลังใหม่)     

สังคม  ศิริ/ถ่ายภาพ  

                     
                                    **************************  

                                

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 01 สิงหาคม 2013 เวลา 13:35 น.)